Recent Updates RSS Toggle Comment Threads | Keyboard Shortcuts

  • admin 11:50 am on July 27, 2010 Permalink | Reply  

    สร้าง Network เป็นของตัวเอง เพื่อใช้ดันเว็บตัวเอง! 

    พอดีช่วงนี้กำลังสนใจเรื่องการสร้าง Network เป็นของตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถช่วยให้คนขี้เกียจอย่างเรา มีวิธีดันเว็บได้อย่างสบายๆ เลย เคยอ่านข้อความของคุณ kazama (เจ้าของ wordpress thai) เค้ากล่าวไว้ประมาณว่า “ถ้า SEO คือการทำศึก การมี Network เป็นของตัวเอง ก็เหมือนกับการที่เรามีเสบียงอาหารในการทำศึกสงคราม” นอกจากเราจะต้องกระชับพื้นที่ของเราให้ดีแล้ว (On-Page SEO) แล้วก็ต้องหาลิ้งค์อย่างต่อเนื่อง (กำลังทหาร) เราก็ต้องมีเสบียงไว้ใช้ตอนทำศึก (Network เป็นของตัวเอง) ด้วย จะได้สบาย :)

    นอกจากการทำ On-Page SEO และหาลิ้งค์เข้าเว็บหรือ Off-Page SEO แล้ว การมี Network เป็นของตัวเอง เพื่อเอามาใช้ดันเว็บตัวเองก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกันเลย ถ้าเกิดว่าเราทำ Network ดีๆ คุณภาพๆ มี PR ซัก 3-4 แล้วเนี่ย เอาลิ้งค์เราไปแปะๆ โป๊ะๆ มันก็ช่วยดันอันดับเว็บเราได้ดีเหมือนกัน

    ทำไมต้องมี Network เป็นของตัวเอง??

    ลองคิดกันเล่นๆ นะครับ ทุกวันนี้นักทำ SEO มือสมัครเล่น หรือพวก Tool ต่างๆ เนี่ย เค้าก็รู้ๆ อะไรเท่าๆ กัน คือเอาเว็บ 2.0 มาลิ้งค์ๆ วนๆ กัน แล้วยิงเข้าหาเว็บไซต์ตัวเอง อาจจะมีลิ้งค์วีลที่แปลกประหลาดพิสดารหน่อย แต่เว็บ 2.0 ก็คือเว็บเดิมๆ ใช้เหมือนๆ กัน ทุกคนก็มีแต้มเท่าๆ กัน

    แต่ถ้าเรามีเว็บ 2.0 เป็นของตัวเองล่ะ แล้วเว็บ 2.0 นั้น เราสามารถใช้ได้คนเดียว มีแต่ลิ้งค์เข้าไปในเว็บของเรา คนอื่นใช้ไม่ได้ บวกกับเราใช้เว็บ 2.0 ที่มีอยู่ทั่วไปผสมๆ กันด้วย ถ้าเราทำแบบนี้ จำนวนลิ้งค์ที่เราจะได้ มันก็จะมีมากกว่าคู่แข่งเราใช่มั้ยครับ (คู่แข่งมีแค่เว็บ 2.0 ทั่วไป :D )

    คุณสมบัติที่จำเป็นในการสร้าง Network เป็นของตัวเอง-

    - เป็นเว็บไซต์ที่มี IP ต่างกัน

    - เป็นเว็บไซต์ที่ดูดี มีคุณภาพ ไม่ Spam

    - เว็บไซต์พวกนี้ต้องเอามาวนๆ หากันเป็น Network

    แล้วในเว็บที่เราจะทำ เราควรใส่เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร??

    ถ้าเกิดว่าถึกบึกบึน หรือมีเงินทุนหนาๆ เนี่ย ก็ทำเว็บที่มีคุณภาพมากๆ ไปเลยครับ จ้างคนมาเขียนบทความ + ทำหน้าเว็บให้ดูดี เรียบร้อย แต่ถ้าใครไม่มีทุน + ทำเองคนเดียว ก็ที่อ่านๆ มา สคริป Pligg กับ WordPress เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว ถามว่าสองอันนี้ต่างกันยังไง เท่าที่ศึกษามา มันต่างกันตรงที่ Pligg เอาไว้เรียกบอทให้เข้ามาในเว็บเราเยอะๆ ส่วน WordPress เนี่ย ใช้สำหรับสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพครับ

    ก็ประมาณนี้ล่ะครับที่เราได้ศึกษามา …. แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำเลย เพราะยังไม่มีตังค์เช่าโฮสหลายๆ IP ฮ่าๆๆ ไว้มีตังค์เมื่อไร จะเอาไปใช้สร้างเสียงเป็นของตัวเองบ้างน่าจะดี ไว้สร้างเมื่อไร จะมาบอกเล่าให้ฟังกันครับ :)

     
  • admin 8:15 pm on July 22, 2010 Permalink | Reply  

    ล้ม 1000 ครั้ง ก็ต้องลุกขึ้นมาใหม่ 1000 ครั้ง!! 

    คลิปนี้เป็นคลิปที่ดูกี่ครั้งๆ ก็รู้สึกขนลุก+มีกำลังใจเพิ่มขึ้นทุกที

    ผมมักจะเปิดคลิปนี้ เวลาที่รู้สึกแย่ๆ หรือทำอะไรไม่สำเร็จ และคิดหาทางออกไม่เจอครับ

    เป็นคลิปของ Nick The Motivator ที่ไม่มีแขนมีขา แต่ก็ก็ “ลุก” ขึ้นได้ทุกครั้ง เมื่อเค้า “ล้ม”

    “I will try 100 times to get up, and if I fell 100 times, if I fell, and I give up, do u think I will ever give up? NO, but I fell, and I try again, and again and again, and I just want you to know is not the end, it matter how u going to finish, are u going to finish strong? and u will find that strength to get back up ….”

    ถ้าคุณทำธุรกิจล้มเหลว 1,000 ครั้ง นั่นไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลว แต่แปลว่าคุณค้นพบวิธีที่จะทำให้คุณล้มเหลว 1,000 วิธีต่างหาก

    สู้ต่อไปครับ! :)

     
  • admin 7:06 pm on July 18, 2010 Permalink | Reply  

    SEO สำหรับ Web Developer ตอนที่ 2 

    มาต่อกันนะครับ สำหรับการทำ Website ให้ถูกต้องตามหลัก SEO ให้มากที่สุด ตอนที่สอง (หลังจากเว้นช่วงไปหลายวัน แหะๆ)

    4. Keyword ใน IMG และ ALT Tag

    อย่างที่ทราบกันนะครับ ว่าเราควรที่จะพยายามใส่ Keyword ลงไปทุกที่ เท่าที่สามารถจะทำได้ (แต่มากไปก็ไม่ดีนะครับ เอาแบบพอดีๆ) รูปภาพก็เป็นอีกช่องทางนึงที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาเจอเว็บเราได้ ลองสังเกตดูนะครับ ใน Google เราสามารถค้นหารูปภาพได้ด้วย และถ้าผู้ใช้ค้นหาภาพ แล้วมาเจอภาพในเว็บเรา มันก็เป็นอีกช่องทางนึง ที่เราควรจะให้ความสำคัญกับมันเช่นกัน

    ใน img tag หรือ tag ของรูปภาพนั้น เราสามารถใส่ keyword ได้ 2 จุดเลย คือตรงที่ ชื่อไฟล์รูปภาพ แล้วก็ alt tag ทั้งสองจุดนี้ใส่ keyword ที่เราต้องการจะเน้นลงไปเลยครับ มันสามารถช่วยให้ภาพที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณไปโผล่ในอันดับต้นๆ ของ Google ได้ด้วย เวลามีคนเซิสหารูปภาพ ด้วย keyword ที่คุณได้ใส่เอาไว้

    รูปแบบของ img tag ก็เป็นแบบนี้นะครับ <img src=”ชื่อไฟล์รูปภาพ” alt=”keyword”> ก็ตามนี้เลยครับ ใส่ keyword ของเราลงไป

    5. Keyword Density

    หลังจากเรารู้แล้วว่า มันมีหลายจุดมาก ที่เราสามารถใส่ Keyword ลงไปได้ และ เป็นจุดที่สำคัญๆ ทั้งนั้นที่ Google ใช้ในการดูว่า เว็บเราเด่นใน Keyword อะไร เพื่อนำไปใช้ในการจัดลำดับใน Search Engine อีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใส่ Keyword มากเกินไปมันก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เราต้องใส่ให้มันพอดี พอดีในที่นี้คือ Keyword ทั้งหมดที่อยู่ในหน้าๆ นึง ไม่ควรที่จะเกิด 1-5% ของจำนวนคำทั้งหมด (สามารถใช้ Tool ในการวัด Keyword Density ได้ เช่น SEOQuake)

    ถ้าเราต้องการจะใส่ Keyword ลงไปในข้อความย่อหน้านึง เราไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ Keyword ไว้หลายๆ ที่ก็ได้ เราสามารถใช้วิธีทำให้ Keyword นั้น “เด่น” ขึ้นมาก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นการใช้ Heading Tag <h1> หรือ การทำตัวหนา เช่น <b>, <strong> ฯลฯ

    6. ทำเว็บให้โหลดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ไม่ว่าจะเป็นขนาดไฟล์ภาพ จำนวนเนื้อหาในแต่ล่ะ Page เราต้องทำการ Optimize มันให้มีขนาดไฟล์ที่เล็กที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์รูปภาพ .GIF จะเป็นประเภทของไฟล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด สามารถทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรที่จะทำให้คุณภาพของรูปภาพมันแตกต่างจากเดิมมากไป เพื่อคงคุณภาพของตัวเว็บไซต์ของเราเอาไว้

    ไฟล์แบบที่สองที่เราสามารถแยกออกมาได้ก็คือ JavaScript ครับ แทนที่เราจะยัดไว้ที่เดียวกับไฟล์เว็บ เราสามารถเขียนแยกออกมาให้มันเป็นไฟล์ .js ต่างหากได้ แล้วค่อยเรียกใช้ในไฟล์เว็บอีกทีนึง วิธีนี้ก็ช่วยทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้นได้เหมือนกัน เพราะขนาดของไฟล์เว็บจะเล็กลงมาก (ไม่ต้องใส่ JavaScript ทุกหน้าเว็บ ทำไฟล์ .js ไว้ที่นึง แล้วสามารถเรียกใช้ได้หลายๆ ครั้ง)

    การเลือกใช้ Hosting ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าเราทำเว็บ โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย ต้องการให้คนไทยเข้าเยอะๆ เราก็ควรที่จะเลือกเช่า Host ที่ตั้งอยู่ในเมืองไทย เพราะสามารถทำให้ผู้ใช้ที่อยู่ในเมืองไทยสามารถโหลดหน้าเว็บได้เร็วขึ้น แตต่ถ้าทำเว็บแบบเจาะตลาดเมืองนอก ก็ควรเลือกใช้ Host ที่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ เหตุผลก็เหมือนกัน

    7. การจัดวาง Link ภายในเว็บไซต์

    สำหรับการจัดวาง Link ไปหน้าต่างๆ ภายในเว็บนั้น Text Link ที่จะคลิกไปหน้าอื่นๆ เราควรที่จะใช้ Keyword ของหน้าที่เราจะทำการ Link ไป อย่างเช่นเว็บเราขายรถยนต์ เราต้องการจะทำลิ้งค์ไปที่หน้าของรถยี่ห้อ Honda เราก็ควรที่จะทำ Text Link ที่ประกอบไปด้วยคำว่า Honda ด้วย เนื่องจาก Google สามารถให้คะแนนหน้าของ Honda ได้ด้วย เนื่องจากมี Link ที่ประกอบไปด้วย Keyword Link ไป Google จะมองว่าเนื้อหาของหน้าที่แปะ Link นั้นสัมพันธ์กับหน้าของ Honda ไม่ใช่ Link หน้าประหลาด ที่มีเนื้อหาไม่สัมพันธ์กัน

    การทำ Link เราควรที่จะใช้ Text Link มากกว่า Image Link เพราะว่า Google มันอ่านรูปภาพไม่ออกครับ (นอกเสียจากว่า เราจะใส่ keyword ลงไปใน alt tag และในชื่อไฟล์ภาพ)

    นอกจากนี้ การทำให้เว็บไซต์ทุกหน้าสามารถเชื่อมเข้าหากันได้เพียงคลิกไม่กี่คลิกก็สำคัญเช่นกัน เพราะสามารถทำให้ Google Bot เข้ามาเก็บ index ในเว็บเราได้อย่างรวดเร็ว และครบถ้วนได้ง่ายๆ

    8. ทำเว็บเสร็จ ก็สร้าง Sitemap ไป submit กับ Search Engine ชื่อดังซะ

    ตอนนี้หมดมุขแล้วครับ คิดอะไรไม่ออกแล้ว แต่อยากเขียนให้ได้ 8 ข้อ เลขมันสวยดี อิอิ สำหรับข้อสุดท้ายนะครับ หลังจากเราทำเว็บไซต์เสร็จเรา ให้เราเอาเว็บเราเนี่ย ไป Generate Sitemap ขึ้นมา จะเขียนเองก็ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันมีเว็บที่ Generate Sitemap อัตโนมัติออกมาให้ใช้เยอะแยะแล้ว หลังจากได้ Sitemap เรียบร้อยแล้ว ก็ให้เราเอาไฟล์ Sitemap นั้น ไป submit ที่ Search Engine ดังๆ อย่างเช่น Google, Bing, Yahoo ได้เลยครับ หลังจากนั้น Bot ของ Search Engine ก็จะมาไต่เว็บของทุกคนได้อย่างรวดเร็วเลยล่ะครับ เพราะมันมี map ของเว็บเราแล้ว

    เอาล่ะครับ SEO สำหรับ Website ในความรู้ที่ผมสั่งสมมาเป็นเวลาปีกว่าๆ ก็หมดละ (รู้แค่นี้จริงๆ ฮ่าๆๆๆ) ถ้ามันผิดพลาดอะไร หรือสงสัยก็โพสถามได้เลยนะครับ ถ้าตอบได้จะตอบให้ครับ

    ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ :)

     
  • admin 12:40 pm on July 15, 2010 Permalink | Reply
    Tags: permalinks,   

    วิธีแก้ไข Permalinks ใน WordPress อย่างถูกต้อง 

    อย่างที่ Matt Cutts เคยกล่าวเอาไว้ว่า การเซต permalink ให้แสดง keyword ของหน้านั้นๆ ถือว่าเป็นการทำ SEO ที่สำคัญรูปแบบหนึ่ง

    วันนี้มีพี่คนนึงให้ผมไปช่วยแก้ permalink ให้ ผมก็เลยเข้าไปแก้แบบปกติ ตามที่ผมเคยทำอยู่ทั่วๆ ไป ก็คือไปเปลี่ยน type ของ permalink เป็นแบบ Custom Structure แล้วก็พิมพ์ /%postname%/ ลงไป แต่ปรากฏว่ามันทำให้ Entry ที่เคยเขียนเอาไว้ เข้าไม่ได้ครับ

    ผมก็เลยงงๆ ลองหาวิธีอยู่พักใหญ่ๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นที่เรื่อง Encoding เพราะชื่อ Entry พี่เค้าเป็นภาษาไทย เลยคิดเอาเองว่า ไม่ได้ Encode ก็เลยทำให้ใช้ URL เป็นภาษาไทยไม่ได้

    ก็เลยเอาใหม่ ลองเซิสหาวิธีในเน็ตดู เลยรู้วิธีแก้ที่ถูกต้องมาครับ ก็เลยกะจะเอามาอัพๆ เอาไว้ เผื่อใครเจอปัญหาที่เหมือนๆ กัน แล้วก็กะจะใช้เป็นบันทึกช่วยจำเอาไว้ในนี้ด้วย :)

    วิธีแก้ Permalinks ที่ถูกต้องนะครับ

    1. ให้สร้าง .htaccess ขึ้นมาด้วย notepad ก่อนครับ สร้างเป็นไฟล์ธรรมดานะ ไม่ใช่ไฟล์ .txt
    2. อัพโหลดขึ้นไปไว้บน Folder ที่ลง WordPress เอาไว้
    3. chmod ไฟล์ .htaccess ให้เป็น 777 ครับ
    4. แล้วก็เข้าไปแก้ Permalinks ตามปกติ

    ทำตามนี้ล่ะครับ เป็นอันจบพิธี เดี๋ยวคืนนี้ถ้ามีเวลา จะมาอัพ SEO สำหรับ Web Developer ต่อครับ ตอนนี้ขอตัวก่อน อิอิ :D

     
    • admin 1:04 pm on July 15, 2010 Permalink | Reply

      หน้านี้เพิ่งเขียนไป 15 นาที ไปโผล่บน Google ซะแล้ว :D

  • admin 8:27 pm on July 14, 2010 Permalink | Reply
    Tags: google, , web development   

    SEO สำหรับ Web Developer 

    หลายคนอาจสงสัยว่า การทำอันดับให้ดีขึ้นๆ บน Search Engine เนี่ย มันไม่ใช่แค่หาลิ้งค์เข้าเว็บเยอะๆ เหรอ?? คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ การทำอันดับบน Search Engine เนี่ย มันมีหลายปัจจัยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ On-Page บนเว็บ, Off-Page หรือ Linkwheel ที่เขียนไปในบลอคที่แล้ว ล้วนแล้วแต่สำคัญ และมีวิธีการทำหลายร้อยวิธีมาก เทคนี้ วันนี้ดี พรุ่งนี้อาจจะไม่ดีก็ได้ Algorithm ของ Search Engine มันเปลี่ยนแปลงทุกวันครับ

    วันนี้ก็จะมานำเสนอวิธีการทำเว็บ ให้มันรับกับ SEO มากที่สุดนะครับ โดยจะเค้นจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา ถูกหรือผิดอย่างไรก็ขออภัยด้วย เนื้อหาบลอควันนี้จะเหมาะกับ Web Developer มากๆ เพราะผมจะเน้นๆ กันเลยว่าตอนเราทำเว็บ เขียนโค้ดเนี่ย มันจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง สำหรับ Web Developer ลองเตรียมกระดาษมานั่งไล่ Check ทีล่ะข้อได้เลยครับ เพราะที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้ มันก็เหมือนกับ SEO Checklist สำหรับ Web Developer เลยก็ว่าได้

    1. Character Set

    หลายคนอาจจะรู้จะ Character Set แต่อาจจะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน เวลาเราเขียนโค้ดใช่มั้ยครับ Character Set ก็คือ Encoding Tag น่ะแหละครับ มันจะอยู่ใน <head> ซึ่งเราควรที่จะวางมันก่อน Tag Title และเซตค่าให้ Google สามารถอ่านมันได้ง่ายๆ

    ทำไมถึงต้องวางไว้ก่อน Title ด้วย?? ก็เพราะว่า Tag Title ประกอบไปด้วยข้อความใช่มั้ยครับ และข้อความก็คือภาษาๆ นึง ถ้า Google เข้ามาเจอข้อความนี้ก่อนจะเจอ Encoding Tag ก็จบ เพราะงั้นเราควรให้ความสำคัญตรงส่วนนี้ด้วย นอกจากนี้ Encoding Tag ที่ควรใส่ก็จะมี 2 แบบด้วยกัน คือแบบ iso-8859-1 และ UTF-8

    สำหรับ iso-8859-2 จะเหมาะกับเว็บที่ทำเป็นภาษาอังกฤษ เพราะ Tag ประเภทนี้จะทำให้ Google ไม่ต้องทำการ Encoding เว็บเราเลย และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ส่วน UTF-8 จะเหมาะกับเว็บที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษครับ

    พูดมาตั้งนาน มาเอา Tag ไปวางกันเลยดีกว่า ฮ่าๆ

    <meta http-equiv=”Content-Type” content=”text/html; charset=UTF-8″>
    <meta http-equiv=”Content-Type” content=”text/html; charset=ISO-8859-1″>

    เลือกเอาตัวใดตัวหนึ่งไปวางนะครับ อย่าวางทั้งสองอัน เดี๋ยว Google งง :D

    2. Keyword and Description Meta Tag

    <meta name=”keywords” content=”Keyword ของเว็บ“>
    <meta name=”description” content=”คำอธิบายคร่าวๆ ของเว็บ“>
    ส่วนต่อมาก็คือส่วน Meta Tag ของ Keyword กับ Description ตรงนี้เราจะวางไว้หลัง Title ให้เราใส่ Keyword ของเราลงไปใน meta tag ของ keyword โดยตรงนี้ให้ใส่ Keyword หลักลงไปเลย ส่วนตรง Description ให้ใส่คำอธิบายของเว็บคร่าวๆ โดยยัด Keyword รอง ลงไปด้วย

    3. Link

    ส่วนของ Link ก็มีความสำคัญกับเว็บในด้านของ SEO เหมือนกัน โดย Link เนี่ย เวลาเราจะเขียนกัน จะมีอยู่ 2 แบบคือ Absolute Link กับ Relative Link ซึ่งถ้าเราใช้โปรแกรมจำพวก Dreamweaver ในการทำเว็บเนี่ย Link ส่วนใหญ่ที่เราสร้างขึ้นมาโยงกันเองบนเว็บ จะเป็น Relative Link ซะส่วนใหญ่ ซึ่ง Relative Link เนี่ย ไม่ช่วยอะไรทางด้าน SEO เลย

    ตัวอย่าง Absolute Link
    <a href = “http://www.ifourth.net/learnseo.php”>Learn SEO</a>

    ตัวอย่าง Relative Link
    <a href = “learnseo.php”>Learn SEO</a>

    ถ้าสังเกต Absolute Link จะทำให้ Google สามารถเก็บข้อมูลเว็บของเราไปด้วยด้วย ว่า Page นี้อยู่ที่ path ไหน เว็บอะไร ซึ่งสามารถช่วยดันเว็บเราให้ทำอันดีขึ้นได้ด้วย

    ความสำคัญของ Link อีกอย่างก็คือมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง PR หรือ Page Rank ของเว็บด้วย ในส่วนนี้สำคัญมากในการทำเว็บ ถ้าทำพลาด PR ของเว็บคุณอาจจะไหลไปอยู่กับเว็บอื่นได้ หรือใส่ Tag Link ไม่ดี เว็บของคุณก็จะทำอันดับได้ไม่ดีเท่าที่ควร

    รูปแบบ Link ทั่วไปที่เค้าใช้ๆ กันจะเป็นแบบนี้ใช่มั้ยครับ
    <a href = “http://www.abc.com”>ABC</a>

    ถ้าทำแบบนี้เนี่ย จะเป็นการส่งแต้ม PR จากเว็บเรา ไปให้เว็บ ABC ด้วย ในการทำ Link สำหรับ SEO จึงควรทำแบบนี้แทนครับ
    <a href = “http://www.abc.com” rel=”nofollow”>ABC</a>

    ให้ใส่ rel=”nofollow” ลงไป จะทำให้ Link ที่ส่งไปนั้นไม่ใช่แบบ dofollow หรือ ไม่ส่งค่า PR ไปให้นั่นเอง

    ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การทำ Link ในเว็บของเราเอง ถ้าเกิดเราใช้ Link แบบ dofollow ทั้งหมดเนี่ย Google จะมองว่าเราให้ความสำคัญกับทุก Page เท่าๆ กัน ค่า PR ของทุกๆ หน้าก็เลยเท่ากัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ได้ต้องการให้เว็บทุกหน้าของเราไปทำอันดับได้ดีบน Search Engine เลย เช่นหน้า About us เนี่ย คงไม่มีใครอยากให้มันไปทำอันดับหรอก ใช่มั้ยครับ :D

    เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะทำ Link แบบ nofollow ส่งไปที่หน้าที่เราไม่ต้องการทำอันดับเช่นกัน เพื่อทำให้หน้าที่เราต้องการดันเนี่ย มี PR สูงๆ :D

    วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อนละกันครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาอธิบายส่วนอื่นๆ กันต่อ ขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านครับ ใครไม่เข้าในสามารถคอมเม้นถามได้นะครับ :)

     
c
compose new post
j
next post/next comment
k
previous post/previous comment
r
reply
e
edit
o
show/hide comments
t
go to top
l
go to login
h
show/hide help
esc
cancel