Archive for the ‘SEO’ Category

กฏเหล็ก 12 ข้อ ในการทำ Landing Page ให้แรง

12-step-conversion-rehab

แปะโป้งไว้ก่อน เดี๋ยวว่างๆ จะมาเขียนอธิบายครับ

Niche Market Finder โปรแกรมหาคีย์เวิร์ดแบบฟรีๆ

พอดีช่วงนี้งานยุ่งๆ ครับ ก็เลยไม่ค่อยได้มาอัพเดทบลอคซักเท่าไร เพิ่งเช่า Host 50IP class C ไปด้วย ต้องรีบทำงานก่อนที่เงินค่าเช่า Host มันจะหายไปอย่างไร้ประโยชน์ ^^

ช่วงที่ผมหายไปนี้ ผมได้ค้นพบโปรแกรมหาคีย์เวิร์ดที่ฟรี และค่อนข้างใช้ได้ดีพอสมควรครับ โปรแกรมนั้นชื่อว่า Niche Market Finder  สามารถ Download ได้ที่นี่ครับ >> Niche Market Finder

หน้าตาของโปรแกรมก็จะเป็นประมาณนี้ครับ ฟังก์ชั่นมันไม่เยอะเท่าไร ศึกษาได้เองง่ายๆ ไม่ยากมากครับ ^^

วิธีใช้คร่าวๆ ก็ให้ add Keyword ที่เราต้องการศึกษาคู่แข่งลงไป ใส่ได้หลายๆ ตัวเลยนะครับ จากนั้นก็กด Find Page ทางด้านซ้ายบนครับ
แล้วก็รอซักแปป โปรแกรมจะดึงข้อมูลตั้งแต่ค่า PR (Page Rank), BL (Back Link to Page), DBL (Back Link to Page Domain)

วิธีใช้คร่าวๆ ก็ให้ add Keyword ที่เราต้องการศึกษาคู่แข่งลงไป ใส่ได้หลายๆ ตัวเลยนะครับ จากนั้นก็กด Find Page ทางด้านซ้ายบนครับ
แล้วก็รอซักแปป โปรแกรมจะดึงข้อมูลตั้งแต่ค่า PR (Page Rank), BL (Back Link to Page), DBL (Back Link to Page Domain), KDm (Keyword in Domain), KT (Keyword in Title), KDs (Keyword in Description) และ KH1 (Keyword in H1 Tag)

เวลาจะเลือก Keyword ซักคำนึง สิ่งที่ผมเช็คคือ KDm, KT, และ KDS ครับ ถ้าเกิดว่าเว็บต่างๆ ที่อยู่ในหน้าแรกของ Google มีสามสิ่งเหล่านี้ประกอบอยู่ล่ะก็ ผมจะไม่เลือกคำๆ นั้นครับ (ถ้าเกิดว่าเว็บไหนมี Keyword ประกอบอยู่ในสามส่วนนั้น สังเกตว่าช่องนั้นๆ จะมีสีแดงครับ เพราะงั้นถ้าเกิดว่าพอกด Find Page แล้วเนี่ย เจอสีแดงเป็นแถบเลย ก็เลิกทำครับ ^^”)

สิ่งต่อมาที่ผมสนใจก็คือ BL (Back Link to Page) ครับ การที่เราจะขึ้นหน้าแรกๆ กันเนี่ย ผมเคยอ่านเจอว่าเค้าวัดกันเป็น Page ต่อ Page นะครับ ไม่ใช่ Site ต่อ Site (Site คือเว็บไซต์ทั้งเว็บ แต่ Page คือหน้าใดหน้าหนึ่งของเว็บไซต์ครับ) ถ้าเกิด DBL เยอะ แต่ BL น้อยเนี่ย ผมคิดว่าน่าจะพอสู้ไหวครับ ถ้าเกิดว่าเราอัด Link เข้าหน้าที่เราจะทำอันดับเยอะๆ แต่ถ้าคู่แข่งมี DBL เยอะ แต่พวก KDm, KT, KDS ต่างๆ เนี่ยเขียวทั้งแถบ ก็สู้เลยครับ ใส่ Keyword ลงไปในสามส่วนนั้น แล้วก็อัดลิ้งให้ได้ซัก 30% ของเว็บที่อยู่อันดับต้นๆ ก็น่าจะพอสู้ไหว

วันนี้ก็จบเพียงแค่นี้ละกันครับ ขอตัวไปลุยงานต่อละ เดือนนี้ใช้เงินเยอะ ไม่พอกิน ต้องไปหาเงินก่อน ฮ่าๆ ไว้เจอกันใหม่ครับ ^^

สร้าง Network เป็นของตัวเอง เพื่อใช้ดันเว็บตัวเอง!

พอดีช่วงนี้กำลังสนใจเรื่องการสร้าง Network เป็นของตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะมันสามารถช่วยให้คนขี้เกียจอย่างเรา มีวิธีดันเว็บได้อย่างสบายๆ เลย เคยอ่านข้อความของคุณ kazama (เจ้าของ wordpress thai) เค้ากล่าวไว้ประมาณว่า “ถ้า SEO คือการทำศึก การมี Network เป็นของตัวเอง ก็เหมือนกับการที่เรามีเสบียงอาหารในการทำศึกสงคราม” นอกจากเราจะต้องกระชับพื้นที่ของเราให้ดีแล้ว (On-Page SEO) แล้วก็ต้องหาลิ้งค์อย่างต่อเนื่อง (กำลังทหาร) เราก็ต้องมีเสบียงไว้ใช้ตอนทำศึก (Network เป็นของตัวเอง) ด้วย จะได้สบาย :)

นอกจากการทำ On-Page SEO และหาลิ้งค์เข้าเว็บหรือ Off-Page SEO แล้ว การมี Network เป็นของตัวเอง เพื่อเอามาใช้ดันเว็บตัวเองก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกันเลย ถ้าเกิดว่าเราทำ Network ดีๆ คุณภาพๆ มี PR ซัก 3-4 แล้วเนี่ย เอาลิ้งค์เราไปแปะๆ โป๊ะๆ มันก็ช่วยดันอันดับเว็บเราได้ดีเหมือนกัน

ทำไมต้องมี Network เป็นของตัวเอง??

ลองคิดกันเล่นๆ นะครับ ทุกวันนี้นักทำ SEO มือสมัครเล่น หรือพวก Tool ต่างๆ เนี่ย เค้าก็รู้ๆ อะไรเท่าๆ กัน คือเอาเว็บ 2.0 มาลิ้งค์ๆ วนๆ กัน แล้วยิงเข้าหาเว็บไซต์ตัวเอง อาจจะมีลิ้งค์วีลที่แปลกประหลาดพิสดารหน่อย แต่เว็บ 2.0 ก็คือเว็บเดิมๆ ใช้เหมือนๆ กัน ทุกคนก็มีแต้มเท่าๆ กัน

แต่ถ้าเรามีเว็บ 2.0 เป็นของตัวเองล่ะ แล้วเว็บ 2.0 นั้น เราสามารถใช้ได้คนเดียว มีแต่ลิ้งค์เข้าไปในเว็บของเรา คนอื่นใช้ไม่ได้ บวกกับเราใช้เว็บ 2.0 ที่มีอยู่ทั่วไปผสมๆ กันด้วย ถ้าเราทำแบบนี้ จำนวนลิ้งค์ที่เราจะได้ มันก็จะมีมากกว่าคู่แข่งเราใช่มั้ยครับ (คู่แข่งมีแค่เว็บ 2.0 ทั่วไป :D )

คุณสมบัติที่จำเป็นในการสร้าง Network เป็นของตัวเอง-

- เป็นเว็บไซต์ที่มี IP ต่างกัน

- เป็นเว็บไซต์ที่ดูดี มีคุณภาพ ไม่ Spam

- เว็บไซต์พวกนี้ต้องเอามาวนๆ หากันเป็น Network

แล้วในเว็บที่เราจะทำ เราควรใส่เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร??

ถ้าเกิดว่าถึกบึกบึน หรือมีเงินทุนหนาๆ เนี่ย ก็ทำเว็บที่มีคุณภาพมากๆ ไปเลยครับ จ้างคนมาเขียนบทความ + ทำหน้าเว็บให้ดูดี เรียบร้อย แต่ถ้าใครไม่มีทุน + ทำเองคนเดียว ก็ที่อ่านๆ มา สคริป Pligg กับ WordPress เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว ถามว่าสองอันนี้ต่างกันยังไง เท่าที่ศึกษามา มันต่างกันตรงที่ Pligg เอาไว้เรียกบอทให้เข้ามาในเว็บเราเยอะๆ ส่วน WordPress เนี่ย ใช้สำหรับสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพครับ

ก็ประมาณนี้ล่ะครับที่เราได้ศึกษามา …. แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำเลย เพราะยังไม่มีตังค์เช่าโฮสหลายๆ IP ฮ่าๆๆ ไว้มีตังค์เมื่อไร จะเอาไปใช้สร้างเสียงเป็นของตัวเองบ้างน่าจะดี ไว้สร้างเมื่อไร จะมาบอกเล่าให้ฟังกันครับ :)

SEO สำหรับ Web Developer ตอนที่ 2

มาต่อกันนะครับ สำหรับการทำ Website ให้ถูกต้องตามหลัก SEO ให้มากที่สุด ตอนที่สอง (หลังจากเว้นช่วงไปหลายวัน แหะๆ)

4. Keyword ใน IMG และ ALT Tag

อย่างที่ทราบกันนะครับ ว่าเราควรที่จะพยายามใส่ Keyword ลงไปทุกที่ เท่าที่สามารถจะทำได้ (แต่มากไปก็ไม่ดีนะครับ เอาแบบพอดีๆ) รูปภาพก็เป็นอีกช่องทางนึงที่ผู้ใช้สามารถเข้ามาเจอเว็บเราได้ ลองสังเกตดูนะครับ ใน Google เราสามารถค้นหารูปภาพได้ด้วย และถ้าผู้ใช้ค้นหาภาพ แล้วมาเจอภาพในเว็บเรา มันก็เป็นอีกช่องทางนึง ที่เราควรจะให้ความสำคัญกับมันเช่นกัน

ใน img tag หรือ tag ของรูปภาพนั้น เราสามารถใส่ keyword ได้ 2 จุดเลย คือตรงที่ ชื่อไฟล์รูปภาพ แล้วก็ alt tag ทั้งสองจุดนี้ใส่ keyword ที่เราต้องการจะเน้นลงไปเลยครับ มันสามารถช่วยให้ภาพที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณไปโผล่ในอันดับต้นๆ ของ Google ได้ด้วย เวลามีคนเซิสหารูปภาพ ด้วย keyword ที่คุณได้ใส่เอาไว้

รูปแบบของ img tag ก็เป็นแบบนี้นะครับ <img src=”ชื่อไฟล์รูปภาพ” alt=”keyword”> ก็ตามนี้เลยครับ ใส่ keyword ของเราลงไป

5. Keyword Density

หลังจากเรารู้แล้วว่า มันมีหลายจุดมาก ที่เราสามารถใส่ Keyword ลงไปได้ และ เป็นจุดที่สำคัญๆ ทั้งนั้นที่ Google ใช้ในการดูว่า เว็บเราเด่นใน Keyword อะไร เพื่อนำไปใช้ในการจัดลำดับใน Search Engine อีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใส่ Keyword มากเกินไปมันก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เราต้องใส่ให้มันพอดี พอดีในที่นี้คือ Keyword ทั้งหมดที่อยู่ในหน้าๆ นึง ไม่ควรที่จะเกิด 1-5% ของจำนวนคำทั้งหมด (สามารถใช้ Tool ในการวัด Keyword Density ได้ เช่น SEOQuake)

ถ้าเราต้องการจะใส่ Keyword ลงไปในข้อความย่อหน้านึง เราไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ Keyword ไว้หลายๆ ที่ก็ได้ เราสามารถใช้วิธีทำให้ Keyword นั้น “เด่น” ขึ้นมาก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นการใช้ Heading Tag <h1> หรือ การทำตัวหนา เช่น <b>, <strong> ฯลฯ

6. ทำเว็บให้โหลดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ว่าจะเป็นขนาดไฟล์ภาพ จำนวนเนื้อหาในแต่ล่ะ Page เราต้องทำการ Optimize มันให้มีขนาดไฟล์ที่เล็กที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์รูปภาพ .GIF จะเป็นประเภทของไฟล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด สามารถทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรที่จะทำให้คุณภาพของรูปภาพมันแตกต่างจากเดิมมากไป เพื่อคงคุณภาพของตัวเว็บไซต์ของเราเอาไว้

ไฟล์แบบที่สองที่เราสามารถแยกออกมาได้ก็คือ JavaScript ครับ แทนที่เราจะยัดไว้ที่เดียวกับไฟล์เว็บ เราสามารถเขียนแยกออกมาให้มันเป็นไฟล์ .js ต่างหากได้ แล้วค่อยเรียกใช้ในไฟล์เว็บอีกทีนึง วิธีนี้ก็ช่วยทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้นได้เหมือนกัน เพราะขนาดของไฟล์เว็บจะเล็กลงมาก (ไม่ต้องใส่ JavaScript ทุกหน้าเว็บ ทำไฟล์ .js ไว้ที่นึง แล้วสามารถเรียกใช้ได้หลายๆ ครั้ง)

การเลือกใช้ Hosting ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าเราทำเว็บ โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย ต้องการให้คนไทยเข้าเยอะๆ เราก็ควรที่จะเลือกเช่า Host ที่ตั้งอยู่ในเมืองไทย เพราะสามารถทำให้ผู้ใช้ที่อยู่ในเมืองไทยสามารถโหลดหน้าเว็บได้เร็วขึ้น แตต่ถ้าทำเว็บแบบเจาะตลาดเมืองนอก ก็ควรเลือกใช้ Host ที่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ เหตุผลก็เหมือนกัน

7. การจัดวาง Link ภายในเว็บไซต์

สำหรับการจัดวาง Link ไปหน้าต่างๆ ภายในเว็บนั้น Text Link ที่จะคลิกไปหน้าอื่นๆ เราควรที่จะใช้ Keyword ของหน้าที่เราจะทำการ Link ไป อย่างเช่นเว็บเราขายรถยนต์ เราต้องการจะทำลิ้งค์ไปที่หน้าของรถยี่ห้อ Honda เราก็ควรที่จะทำ Text Link ที่ประกอบไปด้วยคำว่า Honda ด้วย เนื่องจาก Google สามารถให้คะแนนหน้าของ Honda ได้ด้วย เนื่องจากมี Link ที่ประกอบไปด้วย Keyword Link ไป Google จะมองว่าเนื้อหาของหน้าที่แปะ Link นั้นสัมพันธ์กับหน้าของ Honda ไม่ใช่ Link หน้าประหลาด ที่มีเนื้อหาไม่สัมพันธ์กัน

การทำ Link เราควรที่จะใช้ Text Link มากกว่า Image Link เพราะว่า Google มันอ่านรูปภาพไม่ออกครับ (นอกเสียจากว่า เราจะใส่ keyword ลงไปใน alt tag และในชื่อไฟล์ภาพ)

นอกจากนี้ การทำให้เว็บไซต์ทุกหน้าสามารถเชื่อมเข้าหากันได้เพียงคลิกไม่กี่คลิกก็สำคัญเช่นกัน เพราะสามารถทำให้ Google Bot เข้ามาเก็บ index ในเว็บเราได้อย่างรวดเร็ว และครบถ้วนได้ง่ายๆ

8. ทำเว็บเสร็จ ก็สร้าง Sitemap ไป submit กับ Search Engine ชื่อดังซะ

ตอนนี้หมดมุขแล้วครับ คิดอะไรไม่ออกแล้ว แต่อยากเขียนให้ได้ 8 ข้อ เลขมันสวยดี อิอิ สำหรับข้อสุดท้ายนะครับ หลังจากเราทำเว็บไซต์เสร็จเรา ให้เราเอาเว็บเราเนี่ย ไป Generate Sitemap ขึ้นมา จะเขียนเองก็ได้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันมีเว็บที่ Generate Sitemap อัตโนมัติออกมาให้ใช้เยอะแยะแล้ว หลังจากได้ Sitemap เรียบร้อยแล้ว ก็ให้เราเอาไฟล์ Sitemap นั้น ไป submit ที่ Search Engine ดังๆ อย่างเช่น Google, Bing, Yahoo ได้เลยครับ หลังจากนั้น Bot ของ Search Engine ก็จะมาไต่เว็บของทุกคนได้อย่างรวดเร็วเลยล่ะครับ เพราะมันมี map ของเว็บเราแล้ว

เอาล่ะครับ SEO สำหรับ Website ในความรู้ที่ผมสั่งสมมาเป็นเวลาปีกว่าๆ ก็หมดละ (รู้แค่นี้จริงๆ ฮ่าๆๆๆ) ถ้ามันผิดพลาดอะไร หรือสงสัยก็โพสถามได้เลยนะครับ ถ้าตอบได้จะตอบให้ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ :)

วิธีแก้ไข Permalinks ใน WordPress อย่างถูกต้อง

อย่างที่ Matt Cutts เคยกล่าวเอาไว้ว่า การเซต permalink ให้แสดง keyword ของหน้านั้นๆ ถือว่าเป็นการทำ SEO ที่สำคัญรูปแบบหนึ่ง

วันนี้มีพี่คนนึงให้ผมไปช่วยแก้ permalink ให้ ผมก็เลยเข้าไปแก้แบบปกติ ตามที่ผมเคยทำอยู่ทั่วๆ ไป ก็คือไปเปลี่ยน type ของ permalink เป็นแบบ Custom Structure แล้วก็พิมพ์ /%postname%/ ลงไป แต่ปรากฏว่ามันทำให้ Entry ที่เคยเขียนเอาไว้ เข้าไม่ได้ครับ

ผมก็เลยงงๆ ลองหาวิธีอยู่พักใหญ่ๆ ตอนแรกคิดว่าเป็นที่เรื่อง Encoding เพราะชื่อ Entry พี่เค้าเป็นภาษาไทย เลยคิดเอาเองว่า ไม่ได้ Encode ก็เลยทำให้ใช้ URL เป็นภาษาไทยไม่ได้

ก็เลยเอาใหม่ ลองเซิสหาวิธีในเน็ตดู เลยรู้วิธีแก้ที่ถูกต้องมาครับ ก็เลยกะจะเอามาอัพๆ เอาไว้ เผื่อใครเจอปัญหาที่เหมือนๆ กัน แล้วก็กะจะใช้เป็นบันทึกช่วยจำเอาไว้ในนี้ด้วย :)

วิธีแก้ Permalinks ที่ถูกต้องนะครับ

  1. ให้สร้าง .htaccess ขึ้นมาด้วย notepad ก่อนครับ สร้างเป็นไฟล์ธรรมดานะ ไม่ใช่ไฟล์ .txt
  2. อัพโหลดขึ้นไปไว้บน Folder ที่ลง WordPress เอาไว้
  3. chmod ไฟล์ .htaccess ให้เป็น 777 ครับ
  4. แล้วก็เข้าไปแก้ Permalinks ตามปกติ

ทำตามนี้ล่ะครับ เป็นอันจบพิธี เดี๋ยวคืนนี้ถ้ามีเวลา จะมาอัพ SEO สำหรับ Web Developer ต่อครับ ตอนนี้ขอตัวก่อน อิอิ :D

บทความย้อนหลัง
แนะนำโฮสต์นอก
สถิติคนเข้าชม
จำนวนคนเข้าชมวันนี้: 12
จำนวนคนเข้าชมทั้งหมด: 2011
จำนวนคนที่กำลังดูอยู่: 0
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .